วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

17/07/2016

เปิดดูบล็อกตัวเองละก็ตกใจ ไปญี่ปุ่นจะครบปีแล้ว ตั้งใจว่าจะบันทึกเรื่องราวเอาไว้ นี่เพิ่งลงถึงตอนที่ 2....ทำไมเป็นคนแบบนี้นะ ฮ่าๆๆๆ


วันนี้มานั่งเคลียร์งาน(?)

เพิ่งได้ลองกินเมนู Hot Chocolate  ของ Starbuck เพิ่งรู้ว่าอร่อย ก็มีหลายคนบอกแล้วนะ แต่ว่ากินแต่เย็นไง ไม่เคยกินร้อน ฮ่าๆๆ...แบบว่าเข้มข้นใช้ได้เลย อร่อยกว่าแบบเย็นเยอะะะ

ปกติจะกินเมนูเดิมๆ Caramel อะไรซักอย่างตลอด พออร่อยละก็ไม่ค่อยเปลี่ยน เลยไม่รู้ว่าเมนูอื่นอร่อยไง 

แปะรูป ตอนที่มันเย็นหมดแล้ว แต่ชอบคราบที่แก้ว 



เดี๋ยวต้องหาเวลามาอัพเรื่องญี่ปุ่นต่อซะแล้ว....


วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

Japan Trip#2 ฟุด ฟิด ฟอ ไฟ กับคุณพี่ตม. และหลงๆไปกับรถไฟ


กว่าจะกลับมาต่อตอน 2 ได้...เฉลยจากตอนที่แล้วก่อนก็แล้วกันนะ

ปล. Blog นี้อาจจะออกแนว Diary หน่อยนะ...เราอยากบันทึกเรื่องราวไว้เป็นที่ระลึกค่ะ


รูปนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้นั่งติดหน้าต่างแต่อย่างใด เพราะว่าไปแบบเน้น cost ต่ำก็เลยไม่อยากจองที่นั่ง...แต่บังเอิญว่าตอนไปเข้าห้องน้ำ อ่าววว มีหน้าต่างด้วยอะ ชอบบบ ก็เลยจัดมา ฮ่าๆๆๆ



จากตอนที่แล้วที่นั่งเครื่องนาน 6 ชั่วโมง หลับๆ ตื่นๆ ไปตลอดทาง...พอถึงสนามบินแบบมึนๆ ก็ไปรอรับกระเป๋า ตรวจคนเข้าเมือง...ไฮไลท์เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนี้เจ้าค่ะ
ณ ตม. ในบทสนทนานี้เป็นภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นของเราค่ะ ฮ่าๆๆ
จนท. : xxxxxxx
เรา : *ทำหน้ามึนๆ เพิ่งตื่น งงสุดๆ ฟังไม่ทันค่ะ*
จนท. : ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นใช่ไหม *หยิบแฟ้มอะไรบางอย่างออกมา และเปิดหาอะไรบางอย่าง*
เรา : ค่ะ (ถึงจะเริ่มเรียนมาบ้างก็เหอะ ฟังไม่ทันอยู่ดี)
จนท. : เข้าใจภาษาอังกฤษไหม
เรา : ได้นิดหน่อยค่ะ
จนท. : *จิ้มลงที่แฟ้มซึ่งมีข้อความภาษาไทยว่า เดินทางมากี่คน’*
เรา : 1 คนค่ะ
จนท. : *แลดูหน้าตาหนักใจขึ้นมาทันที*
หลังจากนั้นเขาก็ถามเราประมาณนี้ค่ะ...มาทำอะไร, ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง, มาครั้งแรกหรอ
และเรากลัวมีปัญหาเยอะ เราเลยบอกว่าเรามีเพื่อนอยู่ที่นี่
จนท. : แต่ที่อยู่ตรงนี้เป็นที่อยู่โรงแรมนะ (ในเอกสารตรวจคนเข้าเมือง เราเขียนที่อยู่โรงแรมไว้ค่ะ เพราะไปหลายที่)
เรา : เพราะว่าค้างกับเพื่อนแค่ 1 วัน (คิดว่าจะทำให้ง่ายขึ้น ที่ไหนได้ โดนอีก ฮ่าๆ)
จนท. : งั้นช่วยเขียนชื่อเพื่อนให้หน่อย
ก็เขียนๆไปค่ะ และแล้วเขาก็ยอมปล่อยเราออกมา

***ในแฟ้มที่เจ้าหน้าที่เอามาถามนั้นเขารวบรวมคำถามเอาไว้ค่ะ โดยมีทั้งภาษาอังกฤษ จีน เกาหลี และไทยด้วย เท่าที่เราเห็นนะคะ เพราะเขาถามเราจากแฟ้มแค่คำถามเดียว...หลังจากนั้นก็ตื่น มีสติฟังแล้ว และเขาใช้ภาษาอังกฤษง่ายๆที่เราพอเข้าใจค่ะ

ยังๆ ยังไม่จบเพียงเท่านี้

ณ จุดตรวจสิ่งของนำเข้า (ศุลกากรแหละใช่มะ)
นี่พอเจอเจ้าหน้าที่คนใหม่ ก็ต้องรีเฟรชตัวเองค่ะ..ปรับให้ฟังภาษาอังกฤษเขาใหม่ ตอนแรกก็คุยไม่ค่อยรู้เรื่องอีกค่ะ
เจ้าหน้าที่เลยจัดเลยค่ะ..เอาใบศุลกากรมาถามเราว่า ตรงนี้ที่เราติ๊กๆไปเนี่ยเข้าใจไหม...ไอเราก็ร้อนตัวค่ะ ซวยแล้ว นี่ตูติ๊กผิดช่องหรอเนี่ย ก็ลอกๆเขามานะ ทำไมถึงผิดได้ รนค่ะรน..ก็เลยพยายามอ่านแต่ละข้อในเอกสาร ซึ่งเราคงใช้เวลานานไม่ทันใจเขา...เขาก็เลยขอตรวจกระเป๋า เราก็ยอมแต่โดยดี..ระหว่างตรวจเขาก็ชวนคุยไปด้วย...มาคนเดียวเหรอ มาเที่ยวเหรอ ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง มาครั้งแรกเหรอ.. ก็ตอบไปตามจริงค่ะ
ละโชคดีว่ากระเป๋าเราจัดมาดีมากค่ะ เค้าเลยดูไม่เยอะ...คือเรา Backpack มาค่ะ ข้างในมีกระเป๋าจัดระเบียบย่อยๆอีกที เจ้าหน้าที่เลยเปิดแค่กระเป๋าเครื่องสำอางดูค่ะ แล้วก็เก็บกระเป๋าให้เราอย่างเรียบร้อย...โหหห สุดยอดจริงๆในความเนี้ยบ

รอดแล้วววว เข้าญี่ปุ่นได้แล้วค่ะ ^^

ระหว่างที่ยังอยู่ในสนามบินเราก็ไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ค่ะ เพราะว่ารอบตัวยังมีคนไทยเยอะ...และอยู่ในอาคารก็ยังไม่ตื่นตาตื่นใจอะไร ฮ่าๆๆ

พอต้องเดินมาออกมาเพื่อเตรียมจะขึ้นรถไฟไปหาเพื่อน เริ่มหวั่นๆละคะ เลยไปนั่งพักทำใจ และทบทวนเรื่องการเดินทาง..หายเหนื่อยก็ค่อยเดินไปซื้อตั๋ว เราตั้งใจจะเที่ยว Tokyo 3 วัน ก็เลยซื้อ Tokyo Subway 3 day เขาก็แนะนำว่าให้ซื้อแพ็กเกจที่รวมตั๋วไป Ueno ไปด้วย เราก็เลยซื้อมา...ตอนที่ได้ตั๋วมาก็ไม่ได้ดูอะไรเลยค่ะ ยืนๆรอรถไป พอรถมา เอาแล้ว นี่มันแบบล็อกที่นั่งแน่ๆ ขึ้นอะไรยังไงนะ ตื่นตูมมาก วิ่งไปหานายสถานี...เขาก็เลยสอนดูตั๋ว ชี้ไปทางที่เราวิ่งมาว่าเราขึ้นตู้นั้น ขึ้นตู้ 2 วิ่งไปถึงตู้ 6 ฮ่าๆๆ สรุปก็วิ่งกลับไปค่ะ
หาที่นั่งเรียบร้อยก็หายใจหายคอ...หิวแล้วค่ะ มีพิซซ่าตั้งแต่สนามบินดอนเมืองจัดสิคะ..



ภาพภายในสถานีค่ะ มึนๆงงๆกันไป


หน้าตาตั๋ว Keisei Skyliner ที่พนักงานแนะนำให้ซื้อคู่กับ Tokyo Subway Ticket
รายละเอีนยดหน้าตั๋วก็บอกเยอะดีนะคะ..แต่เราไม่สังเกตุเองแหละ 555


บรรยากาศภายใน Skyliner มีที่ชาร์จแบตให้ด้วยนะคะ อยู่ข้างล่างเก้าอี้คนข้างหน้าค่ะ มีทุกที่นั่งเลย



เราลงที่สถานี Nippori ค่ะ (สายนี้วิ่งถึง Ueno)
ถึงช่วงเวลาของการเปลี่ยนรถไฟเพื่อไปที่ Kawasaki จุดนัดพบเพื่อน
เวลานั้นตื่นเต้นมาก ดูรถอะไรยังไงก็ยังงงๆ ซื้อตั๋วได้มาถึง ทางเยอะเหลือเกิน ต้องขึ้นฝั่งไหนก็ไม่รู้ รถไฟก็มาแล้ว เอาวะ ไปเลยก็แล้วกัน ขึ้นรถไฟทันที จนถึงจุดนี้นักท่องเที่ยวเริ่มน้อยละ มีแต่มนุษย์ญี่ปุ่นเต็มไปหมด เราเริ่มประหลาดละ...คุณเพื่อน Call Line มาหา แย่ละ รับสายได้เปล่าวะ แต่ก็ตัดสินใจรับค่ะ
ตอนนั้นก็เริ่มตะหงิดๆละว่าขึ้นรถผิดฝั่งแน่นอน เพราะว่าเริ่มได้ยินชื่อ Ueno เลยยิ่งมั่นใจ..ได้คุณเพื่อนคอนเฟิร์มอีกที เราเลยต้องรีบลง และกลับไปเปลี่ยนทาง แต่ตอนเปลี่ยนก็ไม่รู้อีกว่าถูกฝั่งไหม..ไม่อยากหลงแล้วเว้ยย เดินไปถามนายสถานีทันทีค่ะ...เขาก็บอกให้ว่าต้องขึ้นตรงไหน

สถานี Nippori แล้ว...จุดเริ่มต้นของการหลงทาง ฮ่าๆๆๆ...แต่อย่าไปกลัวค่ะ..เราผิดทางแค่ครั้งเดียวเอง
แต่ก็ยังมีเรื่องพลาดๆในพาร์ทต่อไปอีกค่ะ 5555
 
และแล้วก็มาถึง Kawasaki คุณเพื่อนเลิกงานดึกก็เลยบอกพิกัด McDonald มาให้ไปรอ หรือจะไปเดินเล่นรอก็ได้...แต่แอบเหนื่อย เลยตรงไป Mc เลยแล้วกัน


ภาพแรก เมื่อออกมาเจอที่โล่ง ภาคพื้นดินค่ะ... McDonald อยู่แถวๆนั้นแหละ
ถนนเขาโล่งมากๆเลยอะ คนญี่ปุ่นส่วนมาก 99.9% จะรอสัญญาณไฟในการข้ามถนนนะคะ ถึงจะไม่มีรถเขาก็รอกัน..เราก็รอด้วย เป็นนักท่องเที่ยวที่ดีน่ะ แต่อีก 0.1% ที่ฝ่าไฟแดงก็มีค่ะ เราเจอประมาณ 2 ครั้งได้ เกือบเผลอตัวเดินตามอีกด้วย

 
สภาพอากาศวันที่ไปถึงประมาณ 9องศา เราเลือกเสื้อตัวบางสุดแต่ก็แขนยาว คอเต่าค่ะ(เพราะจากไทยมันร้อน) ใส่กับกางเกงยีนส์..ช่วงเปลี่ยนรถไฟ เริ่มรู้สึกถึงความหนาว เลยต้องใส่โค้ทเพิ่มอีกตัว ก็เอาอยู่นะ เราค่อนข้างเป็นคนขี้ร้อน ;)


ตอนไปถึง Mc ก็ไม่ค่อยหิวแล้ว แต่จะนั่งร้านเขานานก็สั่งอะไรกินหน่อยเถอะ.. My GOD เมนูเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ โหยหาภาษาอังกฤษเหลือเกิน คิดในใจว่าโชคดีนะ ที่เรากินได้ทุกอย่าง(เนื้อสัตว์พื้นฐานคือกินได้หมดอะ) ก็เลยจิ้มๆไป 1 รายการ และรู้สึกอยากกิน Coke เย็นๆจังเลยนะ

"Cola" ปากสั่งไปแบบนี้ค่ะ แล้วมือก็จิ้มไปที่เมนู..พนักงานก็ทวนรายการ ซึ่งเราก็ฟังไม่ทัน
เป็นคนที่ต้องใช้เวลาปรับตัวกับสำเนียงชาวต่างชาติซักแปปนึงไง แต่บางสถานการณ์ก็ไม่มีเวลาให้ปรับตัวนะ

ตอนที่รอคิวอาหาร พนักงานก็เรียกเบอร์ (ใครฟังไม่ออกที่จอเขาจะมีขึ้นเบอร์อีกทีค่ะ)
ส่งอาหารให้เรา..แล้วก็ ..ไดโจบุเดสก๊า.. ฟังออกเท่านี้จริงๆ นี่ก็คืองง ทำไมอะ มีอะไรให้น่าเป็นห่วงหรอ เราก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็แบบยิ้มๆ งงๆใส่ แล้วรับถาดมา..

พอถึงโต๊ะเท่านั้นแหละ..ทำไมโค้กที่นี่ใส่น้ำแข็งน้อยจังนะ..แปลกๆนะ ท่าทางจะไม่ใช่ละนะ แต่หน้าตามันใช่นะ เลยดูชิมไปปลายลิ้น กาแฟดำค่าาาาา แล้วก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมพนักงานถึงถามด้วยความเป็นห่วง เพราะ ณ เวลานั้น 3-4 ทุ่มได้แล้ว...และมาระลึกได้ว่า ไอรูปที่เราจิ้มทำไมเขาแปะไว้ข้างๆกาแฟร้อนนะ ก็มันคือกาแฟเย็นไง!!

อยากจะเดินไปซื้อใหม่ แต่คนก็เข้าแถวยาววว สัมภาระตัวเองก็เยอะ ก็เลยนั่งกินเบอร์เกอร์และจิบน้ำเปล่าที่มีน้อยนิดไป

เอ้า ดูสิ นี่มัน Cola ชัดๆ



จนคุณเพื่อนเลิกงานก็มารับที่ mc และพาเดินทางสู่ที่พักอันอบอุ่น อิอิ

 บอกเลยว่าพอมีเพื่อนพาเดินทาง..นี่คือไม่ได้สนใจจะจำทางจำอะไรเลย จนเพื่อนถามว่าใช้แอพอะไรดูเรื่องรถไฟ..ก็โหลดไว้นะ แต่ไม่ได้ใช้อะ ฮ่าๆๆ

เพื่อนเลยแนะนำแอพดีๆที่เพื่อนใช้ตลอดมาให้ แต่เป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลยไง และมักจะเป็นคันจิค่ะ
คุณเพื่อนเลยหาให้ใหม่อีกแอพ ซึ่งเราเคยโหลดไว้ แต่ไม่เคยใช้...และรู้สึกถูกชะตาและฝากชีวิตส่วนหนึ่งไว้กับแอพนี้เลยค่ะ

แอพแรกเป็นของ Yahoo ค่ะ..ไม่สามารถบอกชื่อได้นะคะ อ่านไม่ออก

วิธีใช้เราทราบแค่คร่าวๆนะคะ ใส่ต้นทาง ปลายทาง เท่านั้นเองค่ะ แล้วก็จะมีบอกวิธีการเดินทาง เวลารถออก ราคา ต้องขึ้นที่ชานชาลาไหน 

 


แอพต่อมา ดีกับต่างด้าวอย่างเรา ที่ไม่เข้าใจคันจิ เป็นแอพที่เราเปิดตลอดเวลาจริงๆ

NAVITIME for Japan Travel



 วิธีการใช้งานก็เหมือนๆกันค่ะ ใส่ต้นทาง ปลายทาง หรือจิ้มจาก map ที่เขามีให้ก็ได้
การใส่ชื่อสถานีก็ง่ายหน่อย เราสามารถใช้ Romanji ได้เลย (ภาษาคาราโอเกะนั่นแหละค่ะ)

ข้อจำกัดที่หน่อยก็คือ แอพนี้จะมีแผนที่เฉพาะโตเกียว โยโกฮาม่า นาริตะ เท่านั้นค่ะ...นอกเขตพื้นที่เรานี้ไปไม่ถึงแล้วค่ะ...

ถามว่าเราเอาตัวรอดยังไงต่อ..หันกลับไปพึ่งพี่ Hyperdia ค่ะ เพราะพี่แกครอบคลุมจริงอะไรจริง ฮ่าๆๆ


.
.
.
หลังจากพักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้ก็ออกไปเที่ยวกันเถอะ!!



วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Japan Trip #1 Backpack กันเถอะ จาก 4 เหลือ 1

Say Hi บล็อกใหม่...บล็อกที่เท่าไหร่ ไม่รู้ เพราะไม่ได้เขียนมานาน ฮ่าๆๆๆ

ตั้งใจเริ่มเขียนบล็อกอีกครั้ง เพราะอยากเก็บบันทึกประสบการณ์ดีๆจากการไปเที่ยวเอาไว้ นี่ก็กลับมาจะครบเดือนละเพิ่งได้เริ่มลงมือเขียน...เข้าเรื่องดีกว่า ^^

เมื่อประมาณปลายปีก่อน 2014 คุยกะพี่สาวว่าอยากไปญี่ปุ่น ซึ่งแฟนพี่สาวเนี่ยเคยไปทำงานอยู่เกือบปี ก็โอเคๆ ไปกัน หาโอกาสไปเที่ยวกัน ละก็ชวนเพื่อนสนิทไปอีกคน โอเค 4 คนนะ...ระหว่างนั้นก็ก็คิดไปเรื่อยๆว่าไปที่ไหนดีนะ Shopping พระราชวัง วัด ศาลเจ้า ต่างๆนานา เอาตามที่น่าจะมีคนพาเที่ยวได้ เห็นว่าอยู่เมืองชิบะ ก็เลยโอเค เที่ยวแถวชิบะดีกว่า ยังไม่มีแพลนหรอก คิดไปเรื่อยๆ เหนื่อยๆเครียดๆจากงานก็คิดหาที่เที่ยวไป

จนต้นปี 2015 Air Asia X มีโปรมาจ้าาาา...ถามทุกคนแล้ว แต่ไม่มีใครคอนเฟิร์มได้ว่าจะไป แต่อดใจไม่ไหวแล้ว ชีวิตอยากออกไปเที่ยว รอวันเริ่มโปร เขาให้เริ่มจองได้ตอน 5 ทุ่ม เน็ตหอกากๆ ก็นั่งรอจิ้มๆ เลือกๆวันไปก่อน กว่าจะจองได้เที่ยงคืนกว่า..วันที่ 28/11/2015 - 07/12/2015 10 วัน รวมค่าตั๋วก็ 12,903 บาท ณ ตอนนั้นก็ยังไม่มีเงินนะ ให้ตัดบัตรพี่สาว แล้วก็แบ่งจ่ายเป็น 2 เดือน...อดเอาสุดๆ แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มเก็บเงินเที่ยว ตั้งใจจะเอาเงินไป 30,000 บาท เก็บเดือนละ 3,000 งดน้ำ(หวาน) งดขนมเอา...

พอจองตั๋วเสร็จ นอนไม่หลับจ้าาา นี่เราจะไปเที่ยวคนเดียวหรอ..เดินทางคนเดียว..ได้จริงๆหรอ..ที่พักจะทำยังไงดี..ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้..ภาษาญี่ปุ่นก็เพิ่งเริ่มเรียน..เที่ยวไงดีวะ คิดมากจนเผลอหลับไปเอง

เพื่อนก็บอกว่า เดี๋ยวเรียนจบ หางานทำ ละจองตั๋วนะ ตอนนี้ไม่มีตังค์ ให้เราจองคนเดียวไปก่อน ฮ่าๆๆ

การเตรียมตัวก็ไปพวกงานท่องเที่ยวญี่ปุ่นอะ แล้วก็ไปเก็บๆโบชัวร์มา จะไปปรึกษาเขาก็ไม่มีแพลนในหัวเลย ก็ไม่รู้จะคุยยังไง...ไปงานพวกนี้อยู่ 3-4 รอบ ก็เก็บกลับมาแต่โบชัวร์...ก็มานั่งคัดๆว่าอยากไปไหนบ้าง...เอาโซนคันโตไว้ก่อน เพราะจองตั๋วไปกลับนาริตะไว้ ก็กว้างมากกก นู่นนั้นนี่ก็อยากไป คุยๆกับพี่ที่ออฟฟิศว่าถ้าทำแพลนเสร็จจะเอามาให้เขาช่วยเกลาให้ว่ามันเหมาะไหม

อีก 3 เดือนจะเดินทาง ก็กะว่าจะทำแพลนให้เรียบร้อยให้ได้..ระหว่างช่วงเวลาหลังจองตั๋วก็หาๆข้อมูลไว้ตลอดว่าอยากจะเดินเล่นชิวๆ แถบชิคๆ เหมือนที่เขารีวิวกัน.. ก็ผลัดวันทำแพลนไปๆมาๆ
มานั่งเร่งๆเอาจนช่วงเดือนกว่าๆ....จะเรียกว่าแพลนเสร็จไหมนะ ลิสต์ออกมาได้ประมาณนี้ละ

28/11 เดินทางไปญี่ปุ่น...ไปหาเพื่อนที่ Kawasaki
29/11 เที่ยวโยโกฮาม่า (มาร์คจุดที่อยากไปไว้ใน map)
30/11 เที่ยวโยโกฮาม่า (เก็บตกจุดที่ไปไม่ครบ)
01/12 เที่ยวนิกโก้ (มาร์คจุดที่อยากไปไว้ใน map)
02/12 เที่ยวนิกโก้ (เก็บตกจุดที่ไปไม่ครบ) 
03/12 เที่ยวโตเกียว (แพลนคร่าวๆ โซน Ueno, Asakusa, Tokyo, Shibuya แล้วก็มาร์คบางจุดที่อยากไป)
04/12 เที่ยวโตเกียว 
05/12 เที่ยวโตเกียว
06/12 เที่ยวชิบะ (Sawara!!)
07/12 เดินทางกลับไทย

พอแพลนนี้ออกมาก็จัดการจองที่พักเสร็จสรรพ การเดินทางอาจจะย้อนไปย้อนมานิดหน่อย แต่ก็นะไปหาเพื่อนตั้งแต่ไปถึงดีกว่า จะได้อุ่นใจหน่อย ฮ่าๆๆๆ
แต่คุณเพื่อนก็บอกว่าไม่รู้จะได้วันหยุดรึเปล่า...เอาหน่าๆ เราต้องเที่ยวได้สิ ฮ่าๆๆๆ

พออีกประมาณ 2 อาทิตย์จะเดินทาง คุณเพื่อนก็ถามว่าทำแพลนเรื่องการเดินทางรึยัง ดูเรื่องรถไฟรึยัง..ดูแล้วๆ ตอบไปอย่างงั้น ในขณะที่ตอนนั้นดูไปแค่คร่าวๆเท่านั้นแหละ เพราะปวดหัว..

ใช่เราเป็นโรคเดียวกับ(เกือบจะ)ทุกคนที่เดินทางไปญี่ปุ่น จะปวดหัวกับการดูแผนที่รถไฟญี่ปุ่น....แสรดด มรึงคืออะไรคะเนี่ย ยั๊วเยี๊ยเต็มไปหมด ไม่ไหวๆ ดูและวาง ดูและวางตลอด ไม่เคยเข้าใจเลย ซื้อหนังสือมาดูก็ยังไม่เข้าใจ จริงๆอาจจะเป็นเพราะเราอคติกับมันละมั้ง เพราะปกติก็เป็นคนดูทิศดูทาง แผนท่งแผนที่ไม่เป็นอยู่ละ เลยไม่อยากจะยุ่งกับมันเท่าไหร่

ที่นี้ก็รู้ตัวละว่าลำบากแน่ๆ ยังไงก็ต้องดูแผนที่วะ ก็มันเป็นวิธีการเดินทางหลักของประเทศบ้านเขานี่หว่า
เปิด Pantip ดูเรื่อง Hyperdia ดีกว่า http://www.hyperdia.com/en/  เพราะตลอดเวลาก็รู้มาตลอดว่าเว็บนี้ดีและมีประโยชน์มากๆ ซึ่งเอาจริงๆตอนแรกก็งงๆ ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะ ทั้งๆที่เว็บมันเอาจริงๆแล้วเข้าใจง่ายนะ...เพราะมันเป็นอิ๊งและอคติเรื่องแพลนที่ นี่ก็เลยยากไว้หมดค่ะ ฮ่าๆๆ (คิดว่าในตอนต่อๆไปอาจจะมีอธิบายวิธีใช้ไว้นิดหน่อยก็แล้วกัน อิอิ)

นั่งทำแพลนเรื่องเดินทางกันจนวันสุดท้ายจริงๆเลยนะ เพราะผลัดวัน และขี้เกียจ และอคติ...ดูชีวิตผู้หญิงคนนี้สิ นิสัยแย่ๆทั้งนั้น ฮ่าๆๆ อย่าเอาอย่างกันนะ

ใกล้เดินทางแล้วๆ...แต่ขอขัดหน่อยละกัน มีหลายคน(?) สงสัยว่าทำไมถึงเที่ยวคนเดียว ที่บ้านยอมได้ยังไง เพราะปกติเป็นคนไม่ค่อยเที่ยวไหน ไม่ค่อยไปไหน
- จริงๆที่บ้านก็เป็นห่วงนะ แต่เราก็อ้างมาเรื่อยๆ 'อ่อออ เดี๋ยวเพื่อนก็ไปด้วย ตอนนี้มันไม่มีตังค์ซื้อตั๋ว' 'ไม่เป็นไรหรอก มีเพื่อนอยู่ที่นู่น' จนรอดพ้น ได้ไปคนเดียวจนได้
- แต่ระหว่างนั้น พี่สาวก็มีพูดๆตลอดนะ ว่าอาจจะไปด้วย (หลังๆ ในใจนี่เริ่มแอบอยากไปคนเดียวละ)
- คนอื่นๆก็แบบ 'ไปเที่ยวคนเดียวเนี่ยนะ' 'อันตราย บ้านเมืองเขาไม่ได้ปลอดภัยขนาดนั้นนะ' 'ปกติก็หลงทางอยู่แล้ว จะไปคนเดียวได้หรอ' 'MRT ยังขึ้นผิดๆถูกๆจะไปได้ยังไง' 'ใครเขาให้ไปญี่ปุ่นเป็นที่แรก ตอนไปเที่ยวคนเดียว' และคำขู่ต่างๆนานา

ก็กังวลนะ พอถูกขู่มากๆ เริ่มอยากให้เพื่อนไปด้วย..แต่นางก็ยังไปด้วยไม่ได้ไง
แต่ก็เพราะความที่ทุกคนกังวลกับเรานี่แหละนะ ทำให้เราระวังตัวเองมากๆด้วย
.
.
.
ถึงวันที่ 28/11/2015 Backpack กันเถอะ

ตื่นเช้ามา เก็บของอีกนิดหน่อยที่จำเป็นเพิ่มเข้ากระเป๋า...นี่ Backpack ของจริงนะคะ เพราะยืมกระเป๋าเป้มาจากแฟนพี่สาวเลย เพื่องานนี้ ฉันอยาก Backpack จริงๆ ไม่เอาเดินลากกระเป๋าอะ..รู้สึกแบบกระเป๋าอยู่ติดตัวเราดีกว่า ดูสะดวกดี(แล้วมาดูกัน ฮ่าๆๆ)

ระหว่างเดินลงจากหอ คุณเพื่อนก็ถามว่า ลืมนู่นนี่นั่นไหม...ลืมหมวกอาบน้ำ ก็กลับไปเอา

ระหว่างเดินออกจากซอย คุณเพื่อนก็ถามว่า เสื้อกันหนาวละ...เออ ลืมมมมม เพื่อนวิ่งกลับไปเอาให้

ชีวิตเริ่มยากละ นี่ชั้นจะลืมอะไรอีกไหมเนี่ย (รู้สึกจะลืมแพลนบางส่วนที่ทำไว้แหละ ไปรู้ตัวตอนถึงนู่นแล้ว)

เพื่อนก็จะกลับบ้านพอดี นางก็ถามว่าให้ไปส่งที่สนามบินไหม...ใจนึงก็อยากให้ไป อีกใจก็ไม่อยากให้ไปเพราะว่าเดินทางจากดอนเมืองมันยากนะ ก็เลยบอกนางว่าไม่ต้องไปส่ง ก็เลยแยกกันที่หน้าซอย

ตอนไปถึงสนามบินก็ไม่ค่อยได้ตื่นเต้นอะไรมาก เพราะว่าได้เคยขึ้นเครื่องมาก่อนหน้านี้แล้ว ถึงจะเป็นบินในประเทศก็เถอะ ฮ่าๆๆ

ตอนเช็คอินนี่ก็ต่อผิดแถวแล้วจ้าา อ่านมาว่าประมาณช่อง 4 เอาจริงๆต้องไปช่อง 6 ก็ไปรอเช็คอิน ละนี่คือไม่ได้ปริ้นเอกสารเรื่องจองออกมาเลย พลาดมากค่ะ นี่ก็กะว่าเช็คอินออนไลน์ได้ไง...แต่พอจะเช็คอินทำไมมันไม่ได้หว่า ก็เอาวะ ไม่เป็นไรหรอก ต่อแถวไปนี่แหละ

รอเช็คอินอยู่เกือบชั่วโมงได้มั้ง เท่าที่สังเกตดูคนส่วนใหญ่ก็ไปเที่ยวกันเป็นครอบครัว คู่รักบ้าง คนญี่ปุ่นกลับบ้านบ้าง(?) 
เจ้าหน้าที่ก็ถามหากเอกสารแหละ เราก็บอกว่าไม่ได้ปริ้นมา..เขาเลยบอกว่ามีเมลล์ไหม ละก็ให้แคปหน้าจอไว้ด้วย เพราะว่าเดี๋ยวที่ญี่ปุ่นเขาจะขอดู เผื่อไม่มีเน็ตจะได้เปิดให้เขาดูได้...โหลดกระเป๋าลงเครื่อง หนักประมาณ 12 กิโลได้...เรียบร้อย หิวข้าวจัง ไปหาอะไรกินดีกว่า

ก็เดินเข้าไปข้างใน ไปหาซื้อของกิน ก็ได้พิซซ่า S&P มา ละก็ไปหาที่นั่งรอ ยังไม่ได้เดินไปที่เกทนะ ก็ลองๆเทสกล้องดูหน่อยละกัน ปรากฎ...อ่าววว กล้องเป็นอะไรไปเนี่ย มันไม่มีเสียงอะ..ไม่ใช่เสียงชัตเตอร์นะ เพราะอันนี้ปิดไว้เอง..แต่ปกติเวลากดถ่ายรูปมันจะต้องมีเสียงอะ แต่นี่มันไม่มี ต้องถ่านไปประมาณ 3-4 รูปมันถึงจะมีเสียงซักครั้ง จิตตกละ นี่กล้องจะมามีปัญหาอะไรตอนนี้ไหมเนี่ย อุตส่าห์เก็บเงินซื้อเพื่องานนี้เลยนะ ก็ไปโพส FB ถามกลุ่มเอาไว้...สุดท้ายก็แก้ได้ก่อนขึ้นเครื่อง ค่อยโล่งหน่อย


เทสกล้อง...ลำนี้แหละที่เราจะบิน ตั้งใจจะถ่ายให้ดีกว่านี้ แต่กล้องมีปัญหา...เลยปล่อยมันไป




กระเป๋าไป้ใบเล็กๆอีกซักใบ...ไว้ใส่ของสำคัญเวลาเดินเที่ยวคนเดียว



คู่เท้า คู่ใจ....งานนี้เราจะไม่ทิ้งกันนะ บอกเลยว่าเอาไปทั้งสิ้น 1 คู่ กะหิ้วกลับเต็มที่ ฮ่าๆๆ



พอขึ้นเครื่องปรากฎว่าได้ที่นั่งดีมากกก ได้โซนเงียบค่ะ ชีวิตดี๊ดีอะ ภูมิใจในตัวเอง..ละนั่งแถวกลาง ทั้งแถวนั่งคนเดียว ชีวิตดี๊ดี...ถึงต่อมาจะมีหนุ่มยุ่นย้ายมานั่งข้างๆ แต่ก็นะ มันยังมีที่ว่างอีกทีไว้วางของได้อะ สบายจัง ฮ่าๆๆ

หลับๆ ตื่นๆ บิน 6 ชั่วโมง อารมณ์เหมือนตอนนั่งรถทัวร์กลับบ้านเวลาช่วงเทศกาลอะ เหนื่อยๆ เพลียๆ คือบอกเลยว่าช่วงที่เดินทางอยู่ไม่ได้มีความตื่นเต้นอะไรเลยค่ะ เพราะว่าเคยขึ้นเครื่องแล้ว เลยเฉยๆ ละก็ยังนึกภาพตอนถึงที่นู่นไม่ออกไง เลยชิวๆ ฮาาาาา

หนังสือที่พกไป 1 เล่ม อ่านกันจนเยิน แบ่งเก็บไว้อ่านขากลับด้วยนะ



ขอจบการเริ่มต้นเดินทางไว้เท่านี้ก่อนนะ...ตอนต่อไปก็จะเป็นการผจญภัยรถไฟญี่ปุ่นวันแรกล่ะ ฮ่าๆๆ




รูปเรียกน้ำย่อย..ตอนต่อไป...จะมาเฉลยการได้มาขอรูปนี้ในตอนต่อไปนะคะ ฮ่าๆๆๆ