วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

17/07/2016

เปิดดูบล็อกตัวเองละก็ตกใจ ไปญี่ปุ่นจะครบปีแล้ว ตั้งใจว่าจะบันทึกเรื่องราวเอาไว้ นี่เพิ่งลงถึงตอนที่ 2....ทำไมเป็นคนแบบนี้นะ ฮ่าๆๆๆ


วันนี้มานั่งเคลียร์งาน(?)

เพิ่งได้ลองกินเมนู Hot Chocolate  ของ Starbuck เพิ่งรู้ว่าอร่อย ก็มีหลายคนบอกแล้วนะ แต่ว่ากินแต่เย็นไง ไม่เคยกินร้อน ฮ่าๆๆ...แบบว่าเข้มข้นใช้ได้เลย อร่อยกว่าแบบเย็นเยอะะะ

ปกติจะกินเมนูเดิมๆ Caramel อะไรซักอย่างตลอด พออร่อยละก็ไม่ค่อยเปลี่ยน เลยไม่รู้ว่าเมนูอื่นอร่อยไง 

แปะรูป ตอนที่มันเย็นหมดแล้ว แต่ชอบคราบที่แก้ว 



เดี๋ยวต้องหาเวลามาอัพเรื่องญี่ปุ่นต่อซะแล้ว....


วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

Japan Trip#2 ฟุด ฟิด ฟอ ไฟ กับคุณพี่ตม. และหลงๆไปกับรถไฟ


กว่าจะกลับมาต่อตอน 2 ได้...เฉลยจากตอนที่แล้วก่อนก็แล้วกันนะ

ปล. Blog นี้อาจจะออกแนว Diary หน่อยนะ...เราอยากบันทึกเรื่องราวไว้เป็นที่ระลึกค่ะ


รูปนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้นั่งติดหน้าต่างแต่อย่างใด เพราะว่าไปแบบเน้น cost ต่ำก็เลยไม่อยากจองที่นั่ง...แต่บังเอิญว่าตอนไปเข้าห้องน้ำ อ่าววว มีหน้าต่างด้วยอะ ชอบบบ ก็เลยจัดมา ฮ่าๆๆๆ



จากตอนที่แล้วที่นั่งเครื่องนาน 6 ชั่วโมง หลับๆ ตื่นๆ ไปตลอดทาง...พอถึงสนามบินแบบมึนๆ ก็ไปรอรับกระเป๋า ตรวจคนเข้าเมือง...ไฮไลท์เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนี้เจ้าค่ะ
ณ ตม. ในบทสนทนานี้เป็นภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นของเราค่ะ ฮ่าๆๆ
จนท. : xxxxxxx
เรา : *ทำหน้ามึนๆ เพิ่งตื่น งงสุดๆ ฟังไม่ทันค่ะ*
จนท. : ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นใช่ไหม *หยิบแฟ้มอะไรบางอย่างออกมา และเปิดหาอะไรบางอย่าง*
เรา : ค่ะ (ถึงจะเริ่มเรียนมาบ้างก็เหอะ ฟังไม่ทันอยู่ดี)
จนท. : เข้าใจภาษาอังกฤษไหม
เรา : ได้นิดหน่อยค่ะ
จนท. : *จิ้มลงที่แฟ้มซึ่งมีข้อความภาษาไทยว่า เดินทางมากี่คน’*
เรา : 1 คนค่ะ
จนท. : *แลดูหน้าตาหนักใจขึ้นมาทันที*
หลังจากนั้นเขาก็ถามเราประมาณนี้ค่ะ...มาทำอะไร, ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง, มาครั้งแรกหรอ
และเรากลัวมีปัญหาเยอะ เราเลยบอกว่าเรามีเพื่อนอยู่ที่นี่
จนท. : แต่ที่อยู่ตรงนี้เป็นที่อยู่โรงแรมนะ (ในเอกสารตรวจคนเข้าเมือง เราเขียนที่อยู่โรงแรมไว้ค่ะ เพราะไปหลายที่)
เรา : เพราะว่าค้างกับเพื่อนแค่ 1 วัน (คิดว่าจะทำให้ง่ายขึ้น ที่ไหนได้ โดนอีก ฮ่าๆ)
จนท. : งั้นช่วยเขียนชื่อเพื่อนให้หน่อย
ก็เขียนๆไปค่ะ และแล้วเขาก็ยอมปล่อยเราออกมา

***ในแฟ้มที่เจ้าหน้าที่เอามาถามนั้นเขารวบรวมคำถามเอาไว้ค่ะ โดยมีทั้งภาษาอังกฤษ จีน เกาหลี และไทยด้วย เท่าที่เราเห็นนะคะ เพราะเขาถามเราจากแฟ้มแค่คำถามเดียว...หลังจากนั้นก็ตื่น มีสติฟังแล้ว และเขาใช้ภาษาอังกฤษง่ายๆที่เราพอเข้าใจค่ะ

ยังๆ ยังไม่จบเพียงเท่านี้

ณ จุดตรวจสิ่งของนำเข้า (ศุลกากรแหละใช่มะ)
นี่พอเจอเจ้าหน้าที่คนใหม่ ก็ต้องรีเฟรชตัวเองค่ะ..ปรับให้ฟังภาษาอังกฤษเขาใหม่ ตอนแรกก็คุยไม่ค่อยรู้เรื่องอีกค่ะ
เจ้าหน้าที่เลยจัดเลยค่ะ..เอาใบศุลกากรมาถามเราว่า ตรงนี้ที่เราติ๊กๆไปเนี่ยเข้าใจไหม...ไอเราก็ร้อนตัวค่ะ ซวยแล้ว นี่ตูติ๊กผิดช่องหรอเนี่ย ก็ลอกๆเขามานะ ทำไมถึงผิดได้ รนค่ะรน..ก็เลยพยายามอ่านแต่ละข้อในเอกสาร ซึ่งเราคงใช้เวลานานไม่ทันใจเขา...เขาก็เลยขอตรวจกระเป๋า เราก็ยอมแต่โดยดี..ระหว่างตรวจเขาก็ชวนคุยไปด้วย...มาคนเดียวเหรอ มาเที่ยวเหรอ ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง มาครั้งแรกเหรอ.. ก็ตอบไปตามจริงค่ะ
ละโชคดีว่ากระเป๋าเราจัดมาดีมากค่ะ เค้าเลยดูไม่เยอะ...คือเรา Backpack มาค่ะ ข้างในมีกระเป๋าจัดระเบียบย่อยๆอีกที เจ้าหน้าที่เลยเปิดแค่กระเป๋าเครื่องสำอางดูค่ะ แล้วก็เก็บกระเป๋าให้เราอย่างเรียบร้อย...โหหห สุดยอดจริงๆในความเนี้ยบ

รอดแล้วววว เข้าญี่ปุ่นได้แล้วค่ะ ^^

ระหว่างที่ยังอยู่ในสนามบินเราก็ไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ค่ะ เพราะว่ารอบตัวยังมีคนไทยเยอะ...และอยู่ในอาคารก็ยังไม่ตื่นตาตื่นใจอะไร ฮ่าๆๆ

พอต้องเดินมาออกมาเพื่อเตรียมจะขึ้นรถไฟไปหาเพื่อน เริ่มหวั่นๆละคะ เลยไปนั่งพักทำใจ และทบทวนเรื่องการเดินทาง..หายเหนื่อยก็ค่อยเดินไปซื้อตั๋ว เราตั้งใจจะเที่ยว Tokyo 3 วัน ก็เลยซื้อ Tokyo Subway 3 day เขาก็แนะนำว่าให้ซื้อแพ็กเกจที่รวมตั๋วไป Ueno ไปด้วย เราก็เลยซื้อมา...ตอนที่ได้ตั๋วมาก็ไม่ได้ดูอะไรเลยค่ะ ยืนๆรอรถไป พอรถมา เอาแล้ว นี่มันแบบล็อกที่นั่งแน่ๆ ขึ้นอะไรยังไงนะ ตื่นตูมมาก วิ่งไปหานายสถานี...เขาก็เลยสอนดูตั๋ว ชี้ไปทางที่เราวิ่งมาว่าเราขึ้นตู้นั้น ขึ้นตู้ 2 วิ่งไปถึงตู้ 6 ฮ่าๆๆ สรุปก็วิ่งกลับไปค่ะ
หาที่นั่งเรียบร้อยก็หายใจหายคอ...หิวแล้วค่ะ มีพิซซ่าตั้งแต่สนามบินดอนเมืองจัดสิคะ..



ภาพภายในสถานีค่ะ มึนๆงงๆกันไป


หน้าตาตั๋ว Keisei Skyliner ที่พนักงานแนะนำให้ซื้อคู่กับ Tokyo Subway Ticket
รายละเอีนยดหน้าตั๋วก็บอกเยอะดีนะคะ..แต่เราไม่สังเกตุเองแหละ 555


บรรยากาศภายใน Skyliner มีที่ชาร์จแบตให้ด้วยนะคะ อยู่ข้างล่างเก้าอี้คนข้างหน้าค่ะ มีทุกที่นั่งเลย



เราลงที่สถานี Nippori ค่ะ (สายนี้วิ่งถึง Ueno)
ถึงช่วงเวลาของการเปลี่ยนรถไฟเพื่อไปที่ Kawasaki จุดนัดพบเพื่อน
เวลานั้นตื่นเต้นมาก ดูรถอะไรยังไงก็ยังงงๆ ซื้อตั๋วได้มาถึง ทางเยอะเหลือเกิน ต้องขึ้นฝั่งไหนก็ไม่รู้ รถไฟก็มาแล้ว เอาวะ ไปเลยก็แล้วกัน ขึ้นรถไฟทันที จนถึงจุดนี้นักท่องเที่ยวเริ่มน้อยละ มีแต่มนุษย์ญี่ปุ่นเต็มไปหมด เราเริ่มประหลาดละ...คุณเพื่อน Call Line มาหา แย่ละ รับสายได้เปล่าวะ แต่ก็ตัดสินใจรับค่ะ
ตอนนั้นก็เริ่มตะหงิดๆละว่าขึ้นรถผิดฝั่งแน่นอน เพราะว่าเริ่มได้ยินชื่อ Ueno เลยยิ่งมั่นใจ..ได้คุณเพื่อนคอนเฟิร์มอีกที เราเลยต้องรีบลง และกลับไปเปลี่ยนทาง แต่ตอนเปลี่ยนก็ไม่รู้อีกว่าถูกฝั่งไหม..ไม่อยากหลงแล้วเว้ยย เดินไปถามนายสถานีทันทีค่ะ...เขาก็บอกให้ว่าต้องขึ้นตรงไหน

สถานี Nippori แล้ว...จุดเริ่มต้นของการหลงทาง ฮ่าๆๆๆ...แต่อย่าไปกลัวค่ะ..เราผิดทางแค่ครั้งเดียวเอง
แต่ก็ยังมีเรื่องพลาดๆในพาร์ทต่อไปอีกค่ะ 5555
 
และแล้วก็มาถึง Kawasaki คุณเพื่อนเลิกงานดึกก็เลยบอกพิกัด McDonald มาให้ไปรอ หรือจะไปเดินเล่นรอก็ได้...แต่แอบเหนื่อย เลยตรงไป Mc เลยแล้วกัน


ภาพแรก เมื่อออกมาเจอที่โล่ง ภาคพื้นดินค่ะ... McDonald อยู่แถวๆนั้นแหละ
ถนนเขาโล่งมากๆเลยอะ คนญี่ปุ่นส่วนมาก 99.9% จะรอสัญญาณไฟในการข้ามถนนนะคะ ถึงจะไม่มีรถเขาก็รอกัน..เราก็รอด้วย เป็นนักท่องเที่ยวที่ดีน่ะ แต่อีก 0.1% ที่ฝ่าไฟแดงก็มีค่ะ เราเจอประมาณ 2 ครั้งได้ เกือบเผลอตัวเดินตามอีกด้วย

 
สภาพอากาศวันที่ไปถึงประมาณ 9องศา เราเลือกเสื้อตัวบางสุดแต่ก็แขนยาว คอเต่าค่ะ(เพราะจากไทยมันร้อน) ใส่กับกางเกงยีนส์..ช่วงเปลี่ยนรถไฟ เริ่มรู้สึกถึงความหนาว เลยต้องใส่โค้ทเพิ่มอีกตัว ก็เอาอยู่นะ เราค่อนข้างเป็นคนขี้ร้อน ;)


ตอนไปถึง Mc ก็ไม่ค่อยหิวแล้ว แต่จะนั่งร้านเขานานก็สั่งอะไรกินหน่อยเถอะ.. My GOD เมนูเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ โหยหาภาษาอังกฤษเหลือเกิน คิดในใจว่าโชคดีนะ ที่เรากินได้ทุกอย่าง(เนื้อสัตว์พื้นฐานคือกินได้หมดอะ) ก็เลยจิ้มๆไป 1 รายการ และรู้สึกอยากกิน Coke เย็นๆจังเลยนะ

"Cola" ปากสั่งไปแบบนี้ค่ะ แล้วมือก็จิ้มไปที่เมนู..พนักงานก็ทวนรายการ ซึ่งเราก็ฟังไม่ทัน
เป็นคนที่ต้องใช้เวลาปรับตัวกับสำเนียงชาวต่างชาติซักแปปนึงไง แต่บางสถานการณ์ก็ไม่มีเวลาให้ปรับตัวนะ

ตอนที่รอคิวอาหาร พนักงานก็เรียกเบอร์ (ใครฟังไม่ออกที่จอเขาจะมีขึ้นเบอร์อีกทีค่ะ)
ส่งอาหารให้เรา..แล้วก็ ..ไดโจบุเดสก๊า.. ฟังออกเท่านี้จริงๆ นี่ก็คืองง ทำไมอะ มีอะไรให้น่าเป็นห่วงหรอ เราก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็แบบยิ้มๆ งงๆใส่ แล้วรับถาดมา..

พอถึงโต๊ะเท่านั้นแหละ..ทำไมโค้กที่นี่ใส่น้ำแข็งน้อยจังนะ..แปลกๆนะ ท่าทางจะไม่ใช่ละนะ แต่หน้าตามันใช่นะ เลยดูชิมไปปลายลิ้น กาแฟดำค่าาาาา แล้วก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมพนักงานถึงถามด้วยความเป็นห่วง เพราะ ณ เวลานั้น 3-4 ทุ่มได้แล้ว...และมาระลึกได้ว่า ไอรูปที่เราจิ้มทำไมเขาแปะไว้ข้างๆกาแฟร้อนนะ ก็มันคือกาแฟเย็นไง!!

อยากจะเดินไปซื้อใหม่ แต่คนก็เข้าแถวยาววว สัมภาระตัวเองก็เยอะ ก็เลยนั่งกินเบอร์เกอร์และจิบน้ำเปล่าที่มีน้อยนิดไป

เอ้า ดูสิ นี่มัน Cola ชัดๆ



จนคุณเพื่อนเลิกงานก็มารับที่ mc และพาเดินทางสู่ที่พักอันอบอุ่น อิอิ

 บอกเลยว่าพอมีเพื่อนพาเดินทาง..นี่คือไม่ได้สนใจจะจำทางจำอะไรเลย จนเพื่อนถามว่าใช้แอพอะไรดูเรื่องรถไฟ..ก็โหลดไว้นะ แต่ไม่ได้ใช้อะ ฮ่าๆๆ

เพื่อนเลยแนะนำแอพดีๆที่เพื่อนใช้ตลอดมาให้ แต่เป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลยไง และมักจะเป็นคันจิค่ะ
คุณเพื่อนเลยหาให้ใหม่อีกแอพ ซึ่งเราเคยโหลดไว้ แต่ไม่เคยใช้...และรู้สึกถูกชะตาและฝากชีวิตส่วนหนึ่งไว้กับแอพนี้เลยค่ะ

แอพแรกเป็นของ Yahoo ค่ะ..ไม่สามารถบอกชื่อได้นะคะ อ่านไม่ออก

วิธีใช้เราทราบแค่คร่าวๆนะคะ ใส่ต้นทาง ปลายทาง เท่านั้นเองค่ะ แล้วก็จะมีบอกวิธีการเดินทาง เวลารถออก ราคา ต้องขึ้นที่ชานชาลาไหน 

 


แอพต่อมา ดีกับต่างด้าวอย่างเรา ที่ไม่เข้าใจคันจิ เป็นแอพที่เราเปิดตลอดเวลาจริงๆ

NAVITIME for Japan Travel



 วิธีการใช้งานก็เหมือนๆกันค่ะ ใส่ต้นทาง ปลายทาง หรือจิ้มจาก map ที่เขามีให้ก็ได้
การใส่ชื่อสถานีก็ง่ายหน่อย เราสามารถใช้ Romanji ได้เลย (ภาษาคาราโอเกะนั่นแหละค่ะ)

ข้อจำกัดที่หน่อยก็คือ แอพนี้จะมีแผนที่เฉพาะโตเกียว โยโกฮาม่า นาริตะ เท่านั้นค่ะ...นอกเขตพื้นที่เรานี้ไปไม่ถึงแล้วค่ะ...

ถามว่าเราเอาตัวรอดยังไงต่อ..หันกลับไปพึ่งพี่ Hyperdia ค่ะ เพราะพี่แกครอบคลุมจริงอะไรจริง ฮ่าๆๆ


.
.
.
หลังจากพักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้ก็ออกไปเที่ยวกันเถอะ!!